เครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี ในปี 2019

เครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี

ในปี 2019 กับคำถามของใครหลายๆคนที่ว่า เครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี? เพราะขณะนี้เราต้องเผชิญกับมลภาวะและฝุ่นควัน ยิ่งที่กำลัง Hot ในขณะนี้เลยคือ ฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมแทบทุกพื้นที่ในเขตกรุงเทพและจังหวัดใหญ่ๆของประเทศ หลายคนอยากให้กลับบ้านแล้วมีอากาศบริสุทธิ์ สูดเข้าได้เต็มปอดกัน เครื่องฟอกอากาศ จึงเป็นตัวเลือกที่ทำให้อากาศภายในบ้านเราสดชื่นและบริสุทธิ์ได้

เรื่องสุขภาพของเรานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาเป็นอันดับแรกเลยก็ว่าได้ การที่จะซื้อเครื่องฟอกอากาศซักเครื่องนั้นต้องตัดสินใจให้รอบครอบก่อน หากเพื่อนๆกำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี ทางเราขอเสนอ วิธีเลือกเครื่องฟอกอากาศและเครื่องฟอกอากาศรุ่น ยี่ห้อ ที่ได้รับมาตรฐานคุณภาพ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเลือกซื้อ

วิธีการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ

ในการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านเรานั้นสิ่งที่เราควรคำนึงถึงมีด้วยกันหลายสิ่ง ดังนั้นเรามาดูหลักเกณฑ์กันเลยดีกว่า

  1. ขนาดของห้องที่เหมาะสม หรือ Room size เป็นสิ่งแรกที่เราต้องพิจารณา ในการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านเรา ถ้าบ้านเราเป็นบ้านขนาดเล็ก มีห้องไม่มาก เนื้อที่ไม่มากเท่าไหร่ เราซื้อเครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่ มาใช้ ก็จะทำให้เสียค่าเครื่องฟอกอากาศแพงและเปลืองค่าไฟฟ้าโดยใช่เหตุ แต่ถ้าบ้านของเราหรือห้องของเรามีขนาดใหญ่ เราซื้อเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กมา ก็จะทำให้อากาศสะอาดไม่ทั่วถึง เหมือนกับได้ประโยชน์จากเครื่องฟอกอากาศได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นเราจึงต้องเลือกเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะสมกับบ้านของเราหรือห้องของเรามาเป็นอันดับแรกเลย
  2. ตัววัดความเร็วลม หรือ Air Flow หรือ Air Volume ซึ่งตัวนี้เป็นค่าที่แสดงถึงปริมาณอากาศที่ถูกกรอง เราจึงควรพิจารณาเป็นเป็นพิเศษ ยิ่งค่า Air Flow ตัวนี้สูงมากเท่าไหร่ ปริมาณอากาศที่ถูกรองก็จะยิ่งเร็วขึ้นไปด้วย หมายความว่า จะสามารถกรองอากาศและปล่อยอากาศบริสุทธิ์กลับเข้าสู่ห้องได้เร็วมากขึ้น เวลาเลือกซื้อเราก็ควรเทียบค่านี้ดูหลายๆยี่ห้อ หลายๆรุ่น ถ้าห้องเรามีขนาดใหญ่และอยากได้ฟอกอากาศไวๆ ก็ควรดูค่านี้เป็นพิเศษ
  3. ค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) ซึ่งค่านี้เป็นตัวบ่งบอกว่าเครื่องฟอกอากาศเครื่องนี้สามารถฟอกสิ่งสกปรกออกจากอากาศได้ปริมาณมากแค่ไหนในเวลา 1 นาที ซึ่งสิ่งสกปรกมาตรฐานที่ใช้วัด ก็คือ ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง ถ้าค่า CADR ยิ่งมากเท่าไหร่ ก็จะสามารถกรองสิ่งสกปรกได้สูงตามไปด้วยนั่นเอง
  4. ระดับเสียง หรือ Noise lever สำหรับเรื่องของเสียงของเครื่องฟอกอากาศนั้นอาจจะไม่ใช่สาระสำคัญสำหรับบางคน แต่บางคนเป็นเรื่องใหญ่มาก บางคนถึงกับขั้นนอนไม่หลับกันเลยทีเดียว ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวของคนในบ้านได้ ดังนั้น เวลาเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศก็ควรเลือกซื้อที่เวลาเครื่องทำงานแล้วมีเสียงที่เงียบ โดยระดับเสียงที่เหมาะสมควรไม่ควรเกิน 30 เดซิเบล
  5. อัตราการประหยัดไฟ หรือ Power Usage เครื่องฟอกอากาศเป็นเครื่องไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่จะต้องเปิดใช้งานตลอด สิ่งที่ตามมาคืออัตราการใช้ไฟ และการเสียค่าไฟฟ้าจะตามมาทุกๆเดือน ดังนั้นเราจึงควรเลือกเครื่องที่ประหยัดไฟ โดยเปรียบเทียบเครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดใกล้เคียงกันสัก 2-3 เครื่องและดูว่าตัวไหนกินไฟน้อยที่สุด และอีกอย่างหนึ่งที่ควรตรวจสอบบ่อยๆนั้นคือ แผ่นกรองอากาศ เราควรทำความสะอาดหรือเปลี่ยน ตามกำหนดที่ทางผู้ผลิตแจ้งไว้ หากแผ่นกรองอากาศตันมากๆ ก็จะทำให้เครื่องออกแรงในการนำอากาศเข้าสู่ตัวเครื่องมากขึ้น และทำให้กินไฟมากขึ้นกว่าเดิมอีก
  6. ราคาประหยัด ตอนนี้เครื่องฟอกอากาศราคาจะอยู่ในช่วงเริ่มตั้งแต่หนึ่งพันบาทไปจนถึงหนึ่งหมื่นบาท แล้วแต่ขนาดและอื่นๆตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นเราจึงเลือกช่วงราคาที่เหมาะสมตามงบที่เรามีอยู่ได้และสิ่งสำคัญมากๆอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือเรื่องเงื่อนไขและการประกันของเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งหากตัวเครื่องมีปัญหา เราจะได้ประโยชน์จากการรับประกันตัวนี้

จากรายละเอียดด้านบน หากเพื่อนๆยังตัดสินใจไม่ได้ว่า เราจะเลือกเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี วันนี้ทางเว็บไซต์ petzoomers.com ได้ศึกษาหาข้อมูลและนำมาเรียบเรียงจัดอันดับ 5 อันดับไว้ให้ดังนี้เลย

ใครอยากเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ดูในโพสนี้ได้เลย

5 อันดับเครื่องฟอกอากาศที่ดีที่สุดในปี 2019

1. เครื่องฟอกอากาศ Hitachi EP-A3000

Hitachi EP A3000

เครื่องฟอกอากาศ Hitachi EP-A3000 เป็นแบรนด์จากประเทศญี่ปุ่น  มี 3 สีให้เลือกคือสีขาว สีแดง และดำ  เป็นเครื่องฟอกอากาศสำหรับห้องขนาด 22 ตารางเมตร ฟอกการอากาศได้เร็ว 3.2 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที มีความหน้าเพียง 13 เซนติเมตร น้ำหนักเพียงแค่ 4 กิโลกรัม จึงทำให้ประหยัดพื้นที่ใช้สอย และเคลื่อนย้ายได้สะดวกส่วน สายไฟด้านหลังความยาวประมาณ 1.8 เมตร ซึ่งยาวพอที่จะเสียบปลั๊กในบ้านได้สบาย สำหรับการทำงานจะทำงานผ่านระบบรีโมทคอนโทรลที่แถมมากับตัวเครื่อง ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

สำหรับโหมดการทำงานมีด้วยกัน 3 โหมด ได้แก่ การฟอกอากาศ การจับสารก่อภูมิแพ้ และการขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ที่สำคัญสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM 2.5) โดยดักจับฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อากาศสะอาด สดชื่นได้อย่างรวดเร็ว และรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ได้รับรางวัลจากการทดสอบของ The British Allergy โดยใช้สารก่อภูมิแพ้ประเภทไรฝุ่นและละอองเกสรดอกไม้ จึงมั่นใจได้ว่ามีคุณภาพอย่างแน่นอน

Hitachi EP A3000 Air

สำหรับช่วงเวลารับประกันสินค้านั้นจะอยู่ที่เวลา 1 ปี บางร้านถ้าซื้อตอนนี้จะมีแผ่นกรองอากาศแถมให้อีก 1 ชุด (ไม่นับรวมจากที่มีอยู่ในเครื่องแล้ว) โดยเป็นแผ่นกรองแผ่นกรองเอป้า (EPA Filter) ที่สามารถดักจับฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคาร์บอนฟิลเตอร์ พร้อมแผ่นกรองหยาบอยู่ด้านหน้า โดยเฉลี่ยแล้วแผ่นกรองอากาศมีอายุใช้งานประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อนๆสามารถหาซื้อแผ่นกรองอากาศมาเปลี่ยนได้ในราคาไม่เกิน 2,000 บาท

2. เครื่องฟอกอากาศ SHARP FP-J30TA

SHARP FP J30TA

สำหรับเครื่องฟอกอากาศ SHARP FP-J30TA ตัวนี้ เป็นตัวใหม่ล่าสุด ดีไซน์สุดเก๋ ทันสมัย เข้ากับห้องที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เป็นเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะสำหรับห้องนอนหรือคอนโดมิเนียมขนาด 23 ตารางเมตร สายไฟยาวประมาณ 2 เมตร มีน้ำหนักตัวเครื่องแค่ 4 กิโลกรัม พร้อมรีโมทคอนโทรลที่แถมมากับตัวเครื่อง ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

เครื่องฟอกอากาศนี้มีระบบกรองฝุ่นด้วยเทคโนโลยี พลาสม่าคลัสเตอร์ ซึ่งจะปล่อยประจุบวกและลบออกมาทำให้สามารถฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา ภูมิแพ้ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไข้หวัดนก H5N1 ในอากาศ รวมทั้งกำจัดกลิ่นอับและสลายฤทธิ์ก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น พร้อมกับระบบพลังลมที่มีแรงดึงดูดอันทรงพลังและทิศทางลมดูดแบบพิเศษ ที่เรียกว่า Air Flow นั้นมีค่าตั้งแต่ระดับสูงคือ 180 ลบ.ม/ชม. ระดับกลางคือ 120 ลบ.ม./ชม. และระดับ Sleep คือ 60 ลบ.ม./ชม. และมีแผ่นกรอง HEPA ซึ่งดักจับฝุ่นละอองต่างๆ ที่มีขนาดเล็ก 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.97% ที่สำคัญสามารถดักจับฝุ่น PM 2.5 ได้เป็นอย่างดี

SHARP FP J30TA

สำหรับการรับประกันสินค้านั้นอยู่ที่เวลา 1 ปี บางร้านถ้าซื้อตอนนี้จะมีแผ่นกรองอากาศแถมให้อีก 1 ชุด (ไม่นับรวมจากที่มีอยู่ในเครื่องแล้ว) ซึ่งโดยเฉลี่ยแผ่นกรองอากาศมีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี (กรณีใช้เครื่องในโหมดนอนหลับเป็นเวลา 24 ชั่วโมง)และสามารถหาซื้อแผ่นกรองอากาศได้ทั่วไปในราคาไม่เกิน  2,000 บาท

3. เครื่องฟอกอากาศ Hatari HT-AP12

Hatari HT-AP12

เครื่องฟอกอากาศ Hatari HT-AP12 เป็นแบรนด์ของคนไทยเราเอง มีดีไซน์ภายนอกเรียบง่าย จะมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นอื่นๆ แต่รุ่นนี้เหมาะกับห้องนอนหรือคอนโดมิเนียมที่มีขนาด 32 ตารางเมตร ตัวเครื่องมีน้ำหนักประมาณ 6 กิโลกรัม กำลังไฟขนาด 49 วัตต์ ตัวเครื่องปุ่มกดระบบสัมผัส Touch Screen และเพิ่มการใช้งานสะดวกด้วยระบบรีโมทคอนโทรล สะดวกสบาย

เครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้ สามารถปรับความเร็วลมได้ถึง 4 ระดับ คือ เบา ปานกลาง แรง และแรงสุด สามารถตั้งเวลาปิด-เปิดการทำได้ ตั้งแต่ 1,2,4 และ 8 ชม. มาพร้อมกับระบบ IONIZER สร้างอากาศให้สดชื่น และระบบ PLASMA ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ส่วนการกรองอากาศนั้น จะทำงานต่อเนืองกัน 4 ขั้นตอน คือ

  • PRE FILTER เป็นแผ่นกรองชั้นแรกสุดจะกรองฝุ่นละอองขนาดใหญ่
  • BIO FILTER จะเคลือบสารสกัดแซนโทนจากเปลือกมังคุด ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคต่างๆได้เป็นอย่างดี
  • HEPA FILTER เป็นตัวกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก เชื้อโรค และ สารก่อภูมิแพ้
  • ACTIVATED CARBON FILTER จะเป็นตัวช่วยกรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ

Hatari HT-AP12

อีกทั้งยังมีมอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เสริมด้วยระบบรองลื่นอัตโนมัติ BALL BEARING และระบบตัดไฟอัตโนมัติ เทอร์โมฟิวส์ (THERMAL FUSE) เพื่อความปลอดภัย

สรุปโดยรวมแล้วเครื่องฟอกอากาศ Hatari HT-AP12 ช่วยกรองฝุ่นละออกทั้งขนาดใหญ่และเล็กโดยเฉพาะเจ้าฝุ่น PM 2.5 ด้วย พร้อมทั้งยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อโรค และสารก่อภูมิแพ้ ขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ พร้อมระบบไอโอไนเซอร์เพิ่มความสดชื่นให้อากาศ สำหรับอายุการรับประกันของเครื่องฟอกอากาศแบรนด์นี้อยู่ที่ 3 ปี และแผ่นไส้กรองหาซื้อตามท้องตลาดได้ง่าย

4. เครื่องฟอกอากาศ SHARP FU-A28TA

SHARP FU-A28TA

สำหรับเครื่องฟอกอากาศ SHARP FU-A28TA ตัวนี้ เป็นแบรด์ดังมากตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ ดีไซน์ภายนอกเรียบง่าย และดูดี มีขนาดเล็กกะทัดรัด ขนาดแค่ 44.5 x 20 x 44 เซนติเมตร เป็นเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะสำหรับห้องนอนหรือคอนโดมิเนียมขนาด 19 ตารางเมตร สายไฟยาวประมาณ 2 เมตร มีน้ำหนักตัวเครื่องแค่ 4.22 กิโลกรัม พร้อมรีโมทคอนโทรลที่แถมมากับตัวเครื่อง ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

เครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้จะทำให้ห้องของเพื่อนๆเต็มไปด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ ด้วยระบบฟอกอากาศเทคโนโลยี พลาสม่าคลัสเตอร์ ซึ่งจะสามารถฆ่าเชื้อโรคต่างๆได้เป็นอย่างดี รวมไปถึง เชื้อรา ภูมิแพ้ เชื้อแบคทีเรีย และพวกเชื้อไข้หวัดนก H5N1 ในอากาศด้วย อีกทั้งมีระบบกำจัดกลิ่นอับและสลายฤทธิ์ก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น ด้วยมีระบบพลังลมที่มีแรงดึงดูดอันทรงพลังและทิศทางลมดูดแบบพิเศษ ที่เรียกว่า Air Flow นั้นมีค่าได้ถึง 3 ระดับ และมีแผ่นกรอง HEPA ซึ่งดักจับฝุ่นละอองต่างๆ ที่มีขนาดเล็ก 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.97% และเครื่องนี้ยังสามารถจับฝุ่น PM 2.5 ได้เป็นอย่างดีด้วยนะ

SHARP FU-A28TA

สำหรับการรับประกันสินค้านั้นโดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ 1 ปี และบางร้านยังมีการแถมแผ่นกรองอากาศแถมให้อีก 1 ชุด (ไม่นับรวมจากที่มีอยู่ในเครื่องแล้ว) ซึ่งโดยเฉลี่ยแผ่นกรองอากาศมีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี (กรณีใช้เครื่องในโหมดนอนหลับเป็นเวลา 24 ชั่วโมง)และสามารถหาซื้อแผ่นกรองอากาศได้ทั่วไปในราคาไม่เกิน  2,000 บาท

5. เครื่องฟอกอากาศ SHARP FP-F30TA

SHARP FP-F30TA

สำหรับเครื่องฟอกอากาศ SHARP FP-F30TA ตัวนี้ เป็นแบรด์ดังจากประเทศญี่ปุ่น มีดีไซน์ภายนอกที่สวยหรู มีสไตล์เฉียบเฉพาะรุ่นนี้เลยก็ว่าได้ มีขนาดเล็ก 400 x 463 x 182 มิลลิเมตร เป็นเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะกับคอนโดมิเนียมหรือห้องนอนขนาด 21 ตารางเมตร มีสายไฟยาวประมาณ 2 เมตร มีเครื่องมีน้ำหนักประมาณ 4 กิโลกรัม มาพร้อมกับรีโมทคอนโทรล ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

เครื่องฟอกอากาศรุ่นที่ทาง Sharp ได้ใช้ระบบเทคโนโลยีที่เรียกว่าพลาสม่าคลัสเตอร์ ใช้กรองฝุ่นและเชื้อโรค ทำให้อากาศบริสุทธิ์ โดยจะปล่อยประจุไฟฟ้าบวกและลบออกมา ซึ่งจะเข้าไปทำลายเชื้อโรค เชื้อรา ภูมิแพ้ เชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งเชื้อไข้หวัดนก H5N1 ในอากาศที่ฟอกได้ อีกทั้งมีระบบกำจัดกลิ่นอับและสลายฤทธิ์ก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น พร้อมกับระบบพลังลมที่มีแรงดึงดูดอันทรงพลังและทิศทางลมดูดแบบพิเศษ ที่เรียกว่า Air Flow มีการปรับได้ถึง 3 ระดับ นั้นคือ โหมด Sleep คือ 60 ลบ.ม./ชม. โหมดปานกลาง คือ 120 ลบ.ม./ชม. และโหมดสูงสุด คือ 180 ลบ.ม/ชม. โดยมีแผ่นกรอง HEPA คอยดักจับฝุ่นละอองต่างๆ ที่มีขนาดเล็ก 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.97% ที่สำคัญสามารถดักจับฝุ่น PM 2.5 ได้เป็นอย่างดี

SHARP FP-F30TA

สำหรับอายุการรับประกันสินค้ามีให้ประมาณ 1 ปี แต่บางร้านถ้าซื้อเลยตอนนี้มีแถมแผ่นกรองอากาศให้ 1 ชุด (ไม่นับรวมจากที่มีอยู่ในเครื่องแล้ว) ซึ่งโดยเฉลี่ยแผ่นกรองอากาศมีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี (กรณีใช้เครื่องในโหมด Sleep เป็นเวลา 24 ชั่วโมง) และสามารถหาซื้อแผ่นกรองอากาศได้ทั่วไปในราคาไม่เกิน  2,000 บาท

จากใจเว็บไซต์เกี่ยวกับเครื่องฟอกอากาศ

สำหรับเพื่อนๆที่ยังมองว่าเครื่องฟอกอากาศยังไม่จำเป็นกับบ้านของเรา หรือมองว่าราคาแพงเกินไป เราก็ยังสามารถป้องกันตัวเองจากภูมิแพ้ที่เกิดจากฝุ่นควันหรืออื่นๆ ได้ด้วยหลักการง่ายๆ นั่นก็คือให้เพื่อนๆพยายามการหลีกเลี่ยงมลภาวะต่างๆ และลดการสร้างมลภาวะภายในบ้าน โดยให้ดูดฝุ่นภายในบ้านบ่อยขึ้น งดสูบบุหรี่ภายในบ้าน ไม่จุดธูปหรือเทียนในบ้าน อาจจะติดตั้งพัดลมระบายอากาศในห้องครัว ห้องน้ำ หรือบริเวณซักรีด หลีกเลี่ยงการเก็บสารเคมี หรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นฉุน หรือพวกยาฆ่าแมลงไว้ในบ้านเรา แค่นี้ ก็จะช่วยได้เยอะเหมือนกัน แต่ที่ทางเว็บไซต์เราแนะนำนั้นก็คือ ซื้อเครื่องฟอกอากาศจะดีกว่า สะดวกสบายกว่า เยอะ แถมราคาก็ไม่ได้แพงเหมือนแต่ก่อนด้วย ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 เต็มไปหมด ซึ่งเยอะกว่าแต่ก่อนมาก และมีค่าเกินกว่ามาตรฐานมาก ยิ่งในกรุงเทพและเมืองใหญ่ๆ เครื่องฟอกอากาศนี้ก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเพื่อนๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของคนภายในบ้านของเรา เป็นยังไง กับ คำถามที่ว่า เครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี เพื่อนๆคงได้คำตอบแล้วนะครับ ว่าควรเลือกเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี และเพื่อนๆสามารถเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศได้จาก link ด้านล่างได้เลยนะ